Monday, November 12, 2007

15 วิธี ลับสมองให้ความจำดีขึ้น

15 วิธีลับสมองให้ความจำดีขึ้น

1. หาเวลาที่เหมาะที่สุดกับการใช้ความคิดของเราในแต่ละช่วงวัน แต่ละคนแต่ละวัยจะมีช่วงทองให้กับการคิดไม่เหมือนกัน ว่ากันว่าคนมีอายุแล้วสมองจะเคลียร์ที่สุดก็เป็นช่วงเช้า พวกหนุ่มๆสามวๆนั้นกว่าจะมีสมาธิในการคิดได้ก็จะเป็นช่วงบ่าย ดูตัวเองว่าความคิดดีดีของเรานั้นมักจะมาในช่วงไหน แล้วเก็บช่วงนั้นไว้สำหรับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์

2. หาความรู้อยู่เรื่อยๆ...รู้แบบกว้างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกไปซะทุกอย่าง แต่ความรู้ที่สะสมมาจากทุกเรื่องจะช่วยต่อยอดกับข้อมูลใหม่ๆให้เข้าใจได้ง่ายๆขึ้น

3. "จดไว้ให้จำ" เครื่องช่วยจำที่ดีที่สุดก็คือจดทุกอย่างลงในกระดาษ เขียนไว้กันลืม สุภาษิตจีนบอกไว้ว่า ถึงแม้ว่าหยดหมึกที่จางที่สุดก็จะอยู่ได้นานกว่าความจำที่ว่าแม่นที่สุด

4. เพิ่มพลังกับกาแฟ..แต่แค่ถ้วยเดียวพอนะ ที่จะช่วยให้มีสมาธิดีขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเวลาเครียดๆละก็ห้ามเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม

5. โยงเรื่องใหม่กับความจำเดิม ให้คิดซะว่าความคิดหรือความจำที่มีอยู่เดิมนั้นเหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกแขวนไว้กลางอากาศ กำลังรอข้อมูลใหม่ๆเข้าไปปะติดปะต่อ อย่าปล่อยเรื่องใหม่ๆเข้าไปอย่างไม่มีจุดเชื่อมโยง เช่น ถ้าจะจำชื่อคน ก็ลองโยงความหมายหรือเสียงของชื่อนั้นเข้ากับสิ่งต่างๆที่เราคุ้นเคย

6. ฝึก..ฝึก..ฝึกจำอยู่บ่อยๆ ถึงอายุอ่อนกว่าแค่ไหน แต่ถ้าไม่เคยฝึกท่องจำเลย ความจำก็อาจจะสู้คนแก่ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อลองนึกดูสิว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนทำไมเราถึงไม่ลืมสูตรคูณ ที่เราท่องตั้งแต่ยังเด็กล่ะ

7. ควรให้เวลาสมองได้รับเรื่องตลกๆหรือได้คิดอะไรที่ไร้สาระบ้าง เป็นการให้ความคิดของเราได้พักผ่อน

8. รู้จักดัดแปลงความคิดสร้างสรรค์ มันมักจะเกิดขึ้นมาได้จากบางอย่างที่เราคุ้นเคยนั่นล่ะ จะเชื่อมั้ยล่ะ ถ้าบอกว่าวิธีเปิดฝากระป๋องแบบดึงขึ้นนั้นน่ะ ต้นตอมาจากการปลอกเปลือกกล้วยนั่นเอง

9. คบเพื่อนที่ฉลาด มีความคิดกว้างๆ..แล้วคำโบราณที่บอกว่าคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลนั่นน่ะมันเป็นความจริง การที่เราได้อยู่ใกล้กับคนที่มีความรู้ เป็นคนฉลาดที่เปิดรับความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอนั้นจะช่วยให้เราได้คิดตาม และฝึกสมองอยู่บ่อยๆ

10. เลียนแบบลีโอนาโด..หมายถึง ลีโอนาโอ ดา วินซี มีวิธีมากมายที่ดาวินซีใช้สร้างสรรค์งานของเขาง่ายๆก็คือ ลองเขียนภาพจากมือที่ไม่ได้ถนัด

11. เอาใจใส่ เคยมั้ยที่เวลาได้เจอใครๆกลับจำไม่ได้ว่าเขาชื่ออะไร ที่เป็นปัญหาอาจจะไม่ใช่เรื่องของความจำแต่เป็นเรื่องของการใส่ใจ ถ้าเราใส่ใจกับคนๆนั้น หรือสิ่งนั้น เราจะจำได้มากกว่าที่เป็น

12. ฟังเพลงโมสาร์ท ก่อนนอนเปิดงานของโมสาร์ทฟังซักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำดีขึ้นได้

13. ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนที่ไม่ใช่แค่ให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่หมายถึงสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วย

14. ลองทำสิ่งใหม่ๆจะได้มีแนวความคิดที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

15 ตัดเครื่องรบกวนสมาธิทั้งหมด ขึ้นป้าย Don't Disturb! ติดไว้ข้างตัว เวลาที่งานนั้นต้องใช้ความตั้งใจและมีสมาธิอย่างสูง และทางที่ดีดึงสายโทรศัพท์ออกไปไม่รับสายเข้าเลยดีกว่า



ในหลวงทรงร้องไห้

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน
> > > >> เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้าน
> > > >> เพาะช่าง ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่
> พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่
> > > >> จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว
> ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า
> > > >> กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก
> > > >> เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม
> > > >> เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า
> > > >> ... ในหลวงทรงร้องให้..เห็นบ่อย
> > > >> ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
> > > >> ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย
> > > >> รู้จำคำว่าว่า' หน้าที่' มากกว่า'สิทธิ'
> เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด
> > > >> เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่
> > > >> เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง... ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย
> > > >> กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียนอธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระพลานาม> > ัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า
> > > >> .. ในหลวงทรงร้องไห้ ความสุขของพระมหากษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา
> > > >> เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง
> > > >> คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ
> หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไ
> > ม่กี่นาทีวันนั้น
> ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
> > เราได้
> > > >> แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ
> > > >> ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ
> > > >> พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
> สิบสองปีที่ผ่านมา
> พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป
> > ขณะเดียวกัน
> > > >> สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ
> โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
> เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
> > เยี่ยมพระราชชนนี
> > > >> ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย
> > > >> พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ
> > > >> ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม?
> > > > >> 34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
> > > >> เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น
> > > >> นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล
> > > >> เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน
> > > >> ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า
'> > > >> คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ' คืนนั้น
> > > >> สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา
> > > >> พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า
> > > >> ' คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน '
> > > >> และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน
> > มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า
> > > >> ' เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ
> > > >> เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น ?' ผมไม่ได้ตอบ
> > > >> แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ
> > > >> ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE
> > > >> NATION' หรือ' จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ' ยังจำกันได้ไหม?
> > > >> แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยมผิดๆ
> > > >> ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด
> > > >> เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่
> > > >> ' สิทธิ' แต่ลืมคำว่า ' หน้าที่' เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้
> > > >> เราสร้าง ' กฎหมู่' ให้เหนือ ' กฎหมาย'
> > > >> เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน
> > > >> เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่
> > > >> เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
> > > >> จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?
> > > >> แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร
> > การที่เราใส่เสื้อเหลือง
> > > >> สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
> มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่าน
> > ั้นนะเหรอ
> > > >> 80 ชันษาของพระองค์ท่าน
> หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพ
> >พิเศษ
> > > >> ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80
> > > >> ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ
> > > >> ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์
> > > >> พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ
> > > >> ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้
> > > >> ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร
> > > >> หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ
> > > >> เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง
> > > >> และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
> > > >> หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา?

เครดิต http://www.dek-d.com/board/view.php?id=978286

Wednesday, October 31, 2007

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะพร่องของแร่ธาตุในกระดูก ทั้งด้านความหนาแน่น ปริมาณ และความแข็งแรง ภาวะดังกล่าวนี้จะทำให้กระดูกบางลงเพิ่มความสี่ยงที่กระดูกจะหัก ประมาณกันว่ามีชาวอเมริกันถึง 20 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองเป็นโรคนี้หรือเสี่ยงต่อโรคนี้ แม้ว่ากระบวนการเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรงอาจต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต แต่ช่วงที่เสี่ยงต่อโรคนี้ส่วนใหญ่คือวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระยะแรกอาการของโรคแทบจะไม่ปรากฏ แต่กระนั้นโรคนี้ก็ร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าสามารถทำให้กระดูกสันหลังหรือสะโพกแตกร้าว ซึ่งน้อยคนนักที่รอดชีวิตมาได้หากอาการลุกลามไปถึงขั้นนั้น
การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยให้เราป้องกันหรือชะลอการบุกรุกของโรคนี้ได้ โดยบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ

• ผลไม้และผักใบเขียวที่ปลูกแบบปลอดสารพิษ

• ผลิตภัณฑ์นม (ถ้าคุณแพ้นม หรือรับประทานนมไม่ได้ ให้ดื่มนมถั่วเหลืองเสริมวิตามิน D แทน)

• กุ้ง, ปลาคอด

• เต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ

• ปลาทะเล

• แอปเปิ้ล

• หลีกเลี่ยง กาแฟ น้ำอัดลม น้ำตาลฟอกขาว เนื้อสัตว์ และเกลือ


โรคหอบหืด คือ ภาวะที่ช่องทางสำหรับลำเลียงอากาศเข้าสู่ปอดไม่ปกติ อาการจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนนุ่มล้มเหลวในการขนถ่ายอากาศ จนเส้นทางดังกล่าวปิดในที่สุด จึงยากที่อากาศจะเข้าหรือออกจากปอด นำไปสู่อาการหายใจขัดหรือหายใจลำบาก ถ้าอาการเหล่านี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาชั่วระยะหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายในได้
แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีช่วงเวลาที่ไม่ปรากฏอาการ แต่พวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่า อาการอาจจะกำเริบขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังมีอาหารจำพวกหนึ่งที่ช่วยลดการปะทุของโรค และบรรเทาอาการที่เกิดจากสภาวะอ่อนเพลียนี้ สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่

• ผักและผลไม้ปลอดสารพิษ

• ปลาทะเล เช่น ปลาคอด แซลมอน แมคเคอเรล แฮริ่ง

• น้ำมันมะกอก

• โรสแมรี่ ขิง

• ลดการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความรุนแรงของอาการหอบหืด


โรคมะเร็งลำไส้ สามารถเกิดขึ้นที่ส่วนใดก็ได้ของลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ก่อตัวขึ้นเมื่อเซลล์ของลำไส้สัมผัสกับสารเคมีหรือสารก่อมะเร็งจน DNA ของเซลล์ถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การผ่าเหล่า (mutation) ในเซลล์ และเซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวอย่างปราศจากการควบคุมและกระจายไปทั่วร่างกาย จนอวัยวะเสียหายและถึงแก่ชีวิตในที่สุด แม้ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ แต่นักวิจัยเชื่อว่า 90% มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารของแต่ละคน ดังนั้น วิธีป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารให้เหมาะสม ซึ่งมีดังต่อไปนี้

• ผักและผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิค โดยเฉพาะ แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่

• น้ำมันมะกอก

• แป้งไม่ขัดขาวเพื่อเพิ่มเส้นใย

• ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า แฮริ่ง แมคเคอเรล เพื่อเพิ่มกรดไขมัน โอเม้า-3

• หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ขมิ้น ขิง

• โยเกิร์ต

• บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี

• ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

• ส้ม มะนาว หรือผลไม้รสเปรี้ยว

• หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ กรดไขมันโอเมก้า-6 ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลฟอกขาว และแอลกอฮอล์


Sunday, October 14, 2007

การทำข้อสอบ อ่าน (อังกฤษ) ฉบับพี่เกลือ

ฉบับนี้พี่เกลือมีเทคนิคในการทำข้อสอบ O-net และ A-Net วิชาภาษาอังกฤษในส่วนของ Reading Comprehension เพื่อให้น้องๆเข้าใจถึงหัวใจหลักของข้อสอบส่วนการอ่านนี้ แต่ก่อนอื่นเรามาเรียนรู้เทคนิคที่สรุป วิธีการทำข้อสอบให้ถึง 75 คะแนนกันอีกที ก่อนอื่นน้องเองต้องรู้ว่าใน 100 ข้อนั้นน้องสามารถทำส่วนไหนได้ดีที่สุด และได้ไม่ดีที่สุด ... น้องๆที่พี่รู้จักหลายๆ คนจะทำส่วนของ Conversation ได้อย่างดีมาก
บางคนสามารถทำคะแนนได้เต็มหรือเกือบเต็ม นั้นก็หมายความว่าน้องสามารถเก็บคะแนนได้ 25-30% ของข้อสอบทั้งหมด และส่วนอื่นๆอีก 70-75% จะเป็นส่วนที่น้องต้องใช้ความพยายามมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ Cloze Passage, Passage หรือ Error Identification
น้องต้องรู้ศัพท์ระดับกลางอย่างน้อยๆประมาณ 3000 คำศัพท์ระดับกลางนี้พี่จะยกตัวอย่างให้น้องเห็นภาพ ยกตัวอย่างเช่น available circumstance criteria alternative Nevertheless ถ้าน้องรู้ศัพท์ระดับดับจำพวกนี้ได้เป็นจำนวนมากแล้วจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมความเป็นไปได้ให้น้องได้คะแนนถึง 75 คะแนน และยิ่งถ้าน้องรู้โครงสร้างของประโยค Simple Compound and Complex sentence อย่างชำนาญ ข้อสอบในส่วนต่างๆน้องก็จะสามารถเข้าใจได้มากขึ้น


เทคนิคการทำข้อสอบในส่วน Reading Comprehension นั้นมีดังนี้ คือ
1. น้องอ่านคำถามของข้อสอบและระหว่างอ่านคำถามน้องพยายามเดา แนวโน้มของบทอ่านว่าเป็นเรื่องอะไร อย่างไร ที่ไหน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาน้องอ่านคำถามพยายามจำให้ได้ว่าเค้าถามอะไร
2. กลับไปอ่านส่วนของเนื้อหา แล้วเมื่อเราเจอประโยคที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับคำถามที่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้ เราเพียงหยุดแล้วกลับไปดูคำถามอีกทีว่าเขาถามอะไร ตรงกับเนื้อหาที่เรากำลังอ่านอยู่ตอนนี้หรือไม่
3.เมื่ออ่านจบแล้วจะเห็นได้ว่าเราสามารถตอบคำถามได้บางข้อเท่านั้น เพราะคำถามในส่วนอื่นมักจะเป็นการคิดวิเคราะห์ของผู้อ่านเอง ฉะนั้นจึงจำเป็นมากในการอ่านฝึกฝนพอสมควรในการทำข้อสอบประเภทนี้

ดังนั้นขอให้น้องๆฝึกฝนการทำข้อสอบให้เยอะๆเพราะจะได้เห็นรูปแบบของข้อสอบ ขอให้น้องโชคดีกับการสอบที่จะถึงนี้

Thursday, September 13, 2007

9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ (ฝึกไว้ใช้อ่านสือสอบค่ะเพื่อนๆ 55+)

ผู้หญิงสมัยนี้อยาก สวย เก่ง และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่างด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน แต่ไม่มีใครใส่ใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ใช้ตัดสินทุกเรื่องในชีวิต เราจึงควรออกกำลังกายสมองด้วยวิธีง่ายๆ 9 เทคนิคดังนี้

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำร้อยละ 85 ซึ่งสมองก็เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าเพื่อนๆไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า คิดช้า หรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันเพื่อนควรจะดื่มน้ำบ่อยๆ (ดดยเลี่ย แล้ว 8 - 10 แก้วต่อวัน ค่ะ )

2. กินไขมันดี หรือ โอเมก้า 3 คนไม่ค่อยรู้ว่า สมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ (ซึ่งตัวหนู มีแต่ไขมันส่วนเกิน แหะๆ) จึงแนะนำให้กินไขมันดีในระหว่างวัน ก็ได้แก่พวก น้ำมันตับปลา แปะก๊วย ปลาแซลมอน หรือนมถั่วเหลือง (หาซื้อง่าย ราคาประหยัด และ ประโยชน์อีกมากมายอีกตะหาก) วิตามินรวม ที่ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซี เมื่อกินแล้วจะรู้สึกสดชื่น

3. นั่งสมาธิโดยเฉลี่ย 12 นาที / 1 วัน หลังจากการตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติ นั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองเราโล่ง โปร่ง สบาย (ถ้าไม่ได้ทำตอนเช้า แนะนำว่า ก่อนนอนก็ยังดี)

4. ใส่ความตั้งใจ (ซึ่งสำคัญที่สุด) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการวางโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างเราสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้เราประสบความสำเร้จในสิ่งต่างๆ เพราะว่าสมองเราไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงและสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีกับคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆทุกวัน สิ่งใหม่ๆในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินร้านอาหารใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเรื่องใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะว่าการที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ ทำให้กระตุ้นให้อยากเรียนรู้อยากสร้างสรรค์ เมื่อมีความสุขก็มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยแก่คนอื่นและตนเอง ทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตนเอง โกรธคนอื่น โกรธคนอื่น จะทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยแก่ตนเองและผู้อื่นเป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบรรทึก ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันลงในสมุดทุกวัน เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี เป็นต้น เพราะการที่เราเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดในเชิ่งบวก พร้อมกับการหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา และจะช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมสาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกซิเจน ร้อยละ 20 - 25 ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆจึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น (และเป็นการฝึกบุคลิกภาพไปในตัวอีกตะหาก) ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจจะหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้อีก 20 เปอร์เซ็น

การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ได้เรียนรู้ แต่จะเก่งขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลฝึกฝนสมองให้มีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตเราก็จะดีตามขึ้นไปด้วย

Thursday, September 6, 2007

10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง (มารักษาสุขภาพกันเถอะค่ะ)

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูงมาฝากกัน...

กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม

ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย
1. แก้วมังกร
2. มะขามเทศ
3. มังคุด
4. ลิ้นจี่
5. สาลี่

ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ
1. ฝรั่งกลมสาลี่
2. ฝรั่งไร้เมล็ด
3. มะขามป้อม
4. มะขามเทศ
5. เงาะโรงเรียน
6. ลูกพลับ
7. สตรอเบอร์รี่
8. มะละกอสุก
9. ส้มโอขาว
10. แตงกวา
11. พุทราแอปเปิล

การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ
1. ขนุนหนัง
2. มะขามเทศ
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ
4. มะเขือเทศราชินี
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
7. มะม่วงยายกล่ำสุก
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู
9. สตรอเบอร์รี่
10. กล้วยไข่

ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิ้ล

ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี
ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้

จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี

Wednesday, August 1, 2007

อัพต่อค่ะ (สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งที่ 5 6 และ 7ค่ะ

แหะๆ หลังจากห่างหายไปนาน กลับมาอัพแล้วคร๊า...

ต่อ ไป เป็น การ ชม สิ่ง มหัศจรรย์ ได้ ณ บัด นี้ คร๊า...
สิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 5 ของโลก

อาณาจักรอินคา : Inca city , Machu Picchu ตั้งอยู่ใน เมืองคุสโซ ประเทศเปรู โดยใกล้ๆ เมืองคุสโซ ภูมิประเทศแสนกันดารยากจะเข้าถึง เป็นยอดสูงมีบริเวณรอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกัน ไปพบมาจุ ปิคชุ ในปี ค.ศ. 1911 บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่งก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีตที่ปรากฎก็มีโบสถ์วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพือเป็นทางทอดระเบียงลงไปในที่ต่าง ๆ แห่งนครผู้เขานี้
เรื่องราวการพิชิตอาณาจักรอินคาเริ่มจากปี ค.ศ. 1532 เกิดการต่อสู้วิวาทของชาวพื้นเมือง เปิดโอกาสให้ ฟรานโก ปิซาโร นักผจญภัยชาวสเปน จับหัวหน้าเผ่าอินคาชื่อ อตา ฮวลปา ไว้บังคับให้บอกที่ซ่อนทองพอรู้เรื่องก็ปล้นยึดเอาไปจากอาณาจักรอินคาแต่เป็นชัยชนะระยะสั้น ได้เกิดการสู้รบระหว่างนักผจญภัยชาวสเปนคนอื่น ๆ และปิซาโร ลงท้ายด้วยปิราโซกับพวก จำนวนมากได้ถูกสังหาร พวกชาวพื้นเมืองพยายามตีโต้ขับไล่พวกสเปนจากภูเขาที่มั่นคงแข็งแกร่งแห่งมาจุ ปิคชุ
หลังจากพวกอินคาได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้ได้มีการตั้งผู้ปกครองคือ มานโค คาแปค ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก สมัยมานโคที่ 2 ชาวพื้นเมืองได้รวมตัวกันก่อสงครามเบ็ดเสร็จขับไล่พวกสาเปนจากภูเขาอันเป็นที่มั่น รบกันไม่นาน ฝ่ายสเปนกลับได้เปรียบ พวกชาวพื้นเมืองเผ่าอินคาถูกสังหารล้มตายลงราวกลับใบไม้ร่วง จนในที่สุดแม้ตัวมานโค ผู้เป็นหัวหน้าก็ตายในที่ร


ต่อไป เป็น สิ่งมหัศจรรย์ ที่ 6 ค่ะ
เปตรา: Petra ประเทศจอร์แดน เป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม สีของหินก็กลมกลืนกันดี ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วงเป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่เรียกว่านาบาทีนส์
คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวกชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้าขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขตซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราชศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงในราว 300 ปี ก่อนคริสต์กาล
ในคริสต์ศตวรรษที่2 พวกนาบาทีนส์ต้องพ่ายแก่เผ่าพวกโรมัน จำเป็นต้องเข้ารวมกับอาณาจักรโรมันแต่ความสำคัญด้านการค้าของนครเปตรา ยังอยู่ต่อไปโดยมีชาวโรมันคอยหนุนหลัง ถนนโรมันถูกสร้างขึ้นจากซีเรียไปยังทะเลแดง โดยฝีมือของชาวเมืองทรอยตามอย่างถนนโรมัน ศิลปะนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป พวกศริสเตียนได้นำมาดัดแปลงสร้างเป็นสถานนมัสการพระเจ้า
สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟีราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับเป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ โปราณสิ่งหนึ่งในโลก








และที่สุดท้ายค่ะ สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งที่ 7 ของโลก

เรามาจบท้ายกันที่ ทัชมาฮัล : Taj Mahal เมืองอักรา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย มุมทัชมาฮาล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่หญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา
สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2173-2191 (ค.ศ. 1630-1648) เสียเวลาสร้างอยู่ 23 ปี ทกส่วนสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท
ซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่ ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้ และทัชมาฮัล ยังได้รับการยกย่องว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างเหมาะสมสวยงามน่ามหัศจรรย์








เฮ้อ...หนูอยากไป ทัชมาฮัลจังเรยคร๊า